• June 29, 2021

เหยียด

เหยียด

เหยียด คนส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ

  • หากเราเชื่อว่าเชื้อชาติ สีผิว หรือเพศ ไม่ใช่ตัวกำหนดความสามารถของพนักงาน แต่ศักยภาพเป็นส่วนผสมของพันธุกรรมและการเลี้ยงดู สังคมที่มีผลิตภาพมากที่สุด คือสังคมที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมเพราะในสังคมเช่นนั้น คนเก่งและมีความสามารถจะได้ทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม และได้รับผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อโดยไม่สนใจเพศวิถี เพศสภาพ อายุ หรือเชื้อชาติ
  • งานวิจัยเชิงประจักษ์สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทเผชิญกับปัญหาการเลือกปฏิบัติตลอดวงจรพนักงาน ตั้งแต่การคัดสรรพนักงานที่ผู้ว่าจ้างมีแนวโน้มจะจ้างคนผิวขาวมากกว่าคนผิวสี การเลือกหัวหน้างานที่จะมองหัวหน้าที่เป็นผู้หญิงทำงานด้อยกว่าผู้ชาย และในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เราจะเห็นช่องว่างของอัตราการว่างงานระหว่างคนผิวขาวและคนผิวสีที่กว้างยิ่งขึ้น

การ เหยียด คนหรือการตัดสินศักยภาพ ความสามารถหรือบรรทัดฐานทางจริยธรรมจากเชื้อชาติ สีผิว อายุ หรือเพศ ดูเผิน ๆ อาจเป็นประเด็นที่ห่างเหินจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและมูลค่าของบริษัท แต่หากมองลึกลงไปในมิติที่ทรัพยากรมนุษย์มีคุณค่าอย่างยิ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท การเลือกปฏิบัติคือต้นทุนมหาศาล

เหยียด คนส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ

          หากเราเชื่อว่าเชื้อชาติ สีผิว หรือเพศ  ไม่ใช่ตัวกำหนดความสามารถของพนักงาน แต่ศักยภาพเป็นส่วนผสมของพันธุกรรมและการเลี้ยงดู สังคมที่มีผลิตภาพมากที่สุดคือสังคมที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม เพราะในสังคมเช่นนั้น คนเก่งและมีความสามารถจะได้ทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสม และได้รับผลตอบแทนสมน้ำสมเนื้อโดยไม่สนใจเพศวิถี เพศสภาพ อายุ หรือเชื้อชาติ แตกต่างจากสังคมที่มีอคติซึ่งจะเอื้อให้กับคนบางประเภท เช่น การแต่งตั้งชายผิวขาวที่ไม่เป็นเพศที่สาม ให้นั่งในตำแหน่งผู้บริหารทั้งที่ความสามารถอาจไม่คู่ควร

          รายงานโดย Center for America Progress เรื่องการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ระบุว่า สหรัฐอเมริกาต้องแบกรับต้นทุนกว่า 6,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี ซึ่งเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจและต้นทุนของการจ้างงานทดแทนแรงงานชาวอเมริกันกว่า 2 ล้านคนที่ลาออกเนื่องจากเผชิญกับความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน นี่คือต้นทุนมหาศาลที่บริษัทและสังต้องจ่ายเพียงเพราะคนบางส่วนในสังคมไม่พร้อมเปิดใจรับความแตกต่าง

เศรษฐศาสตร์ของการเลือกปฏิบัติและ เหยียด สีผิว

          สายธารการศึกษาเรื่องการเลือกปฏิบัติของสาขาเศรษฐศาสตร์เริ่มจากหนังสือเศรษฐศาสตร์ของการเลือกปฏิบัติโดย แกรี เบคเกอร์ ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2490 นับว่าเป็นครั้งแรกที่เป็นปัญหาการเลือกปฏิบัติถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองและหลักการคิดของเศษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิก

เศรษฐศาสตร์ของการเลือกปฏิบัติและ เหยียด สีผิว

          ในแบบจำลองดังกล่าว นายจ้างที่มีอคติจะมองเห็นแรงงานที่มีศักยภาพเท่ากันแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรงงานที่ชอบและกลุ่มแรงงานที่ไม่ชอบ รสนิยมของนายจ้างจะส่งผลให้แรงงานที่ถูก เหยียด ตัวอย่างเช่น คนผิวสีหรือผู้หญิงไม่ได้รับการจ้างงาน  หรือได้ทำงานทำก็จะให้ค่าแรงที่ต่ำกว่า ภาวะดังกล่าวทำให้เกิดกลุ่มแรงงานสูงและกลุ่มแรงงานค่าแรงต่ำ อ้างอิงตามความต้องการการจ้างงานในตลาดแรงงาน นายจ้างที่มีอคติจ้างแต่แรงงานค่าแรงสูงส่งผลให้กำไรของบริษัทต่ำลง ขณะที่นายจ้างซึ่งไร้อคติจะจ้างแรงงานกลุ่มค่าแรงต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความได้เปรียบทางธุรกิจและส่งเสริมให้ผลประกอบการของกิจการดีขึ้น สำหรับตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง มือที่มองไม่เห็นก็จะผลักให้นายจ้างลดอคติของตัวเองลงด้วยโอกาสในการเพิ่มผลกำไร

          แต่แบบจำลองเศรษฐศาสตร์ไม่ได้จบแค่ตลาดแรงงาน แต่ยังรวมถึงการมอบภาระงานของหัวหน้างานอีกด้วย เมื่อหัวหน้างานมีอคติโดยมองเห็นพนักงานเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ชอบและไม่ชอบ หัวหน้าก็จะมอบหมายงานที่ยากและท้าทาย และสร้างมูลค่าให้กับบริษัทสูงกว่าแก่พนักงานกลุ่มที่ตัวเองชอบ ในขณะที่หัวหน้างานจะมอบงานที่ง่ายแต่ผลตอบแทนต่ำแก่พนักงานกลุ่มที่ตัวเองไม่ชอบ ส่งผลให้การจัดสรรบุคลากรในบริษัทไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แบบจำลองดังกล่าวยังตีความได้อีกว่า การเลือกปฏิบัติต่อคนบางกลุ่มเป็นสาเหตุที่ทำให้พนักงานกลุ่มที่โดนเหยียด ได้รับค่าจ้างที่ต่ำและไม่มีความก้าวหน้าทางอาชีพการงานมากนัก โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากความสามารถที่ต่ำกว่า แต่เพราะไม่ได้รับโอกาสให้แสดงความสามารถอย่างเท่าเทียม เลือกปฏิบัติแบบครบวงจร

  • เลือกปฏิบัติแบบครบวงจร

หากพิจารณาประสบการณ์ตลอดทุกช่วงของวงจรพนักงาน เราสามารถพบการเลือกปฏิบัติอยู่ในทุกกระบวนการตั้งแต่การรับเข้าทำงานไปจนวันเลิกจ้าง เริ่มจากกระบวนการจ้างงาน มีการวิจัยที่ส่งประวัติการศึกษาและประวัติการทำงานซึ่งมีเนื้อหาเหมือนกัน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อผู้สมัครโดยมีทั้งชื่อที่เป็นคนผิวขาวและชื่อที่เป็นเพียงอ่านดูก็รู้ว่าเป็นคนผิวดำ ผลปรากฎว่าอัตราการโทรกลับเพื่อเรียกสมัภาษณ์งานของชื่อคนผิวขาวเฉลี่ยที่ราว  10% ส่วนคนผิวดำเฉลี่ยที่ 6.7% ดูเผิน ๆ ตัวเลขดังกล่าวแทบไม่แตกต่างกัน แต่อย่าลืมว่านี่คือความได้เปรียบของคนผิวขาวที่มีโอกาสได้รับการจ้างงานสูงกว่าคนผิวดำราว 30% โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่เกิดเป้นคนผิวขาวเท่านั้น

เลือกปฏิบัติแบบครบวงจร

          การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งพบว่า การเลือกปฏิบัติหรือความไม่เป็นมิตรในที่ทำงาน ทำให้พนักงานแสดงความสามารถได้ไม่เต็มสักยภาพ และพนักงานที่ถูกเหยียด มีแนวโน้มที่ลางานบ่อย มีผลิตภาพลดลง มีใจที่ทำงานน้อยลง และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับหน้าที่ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนของบริษัทที่ไม่ใส่ใจและพยายามจัดการปัญหาการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน แต่การเลือกปฏิบัติไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศที่คนผิวขาวเป็นคนส่วนใหญ่เท่านั้น ในประเทศแอฟริกาใต้ พบว่าอัตราการว่างงานของคนผิวสียังมีสัดส่วนในตำแหน่งระดับผู้บริหารของบริษัทต่าง ๆ ที่น้อยกว่าคนผิวขาวอีกด้วย และสุดท้ายไม่ใช่ว่าปัญหาการเลือกปฏิบัติที่ไม่ใช่ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น การมองมนุษย์คือมนุษย์ที่ปราศจากอคติต่อเชื้อชาติ สีผิว อายุ และเพศ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เศรษฐกิจพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ แม้ว่าสถานการณ์ของการเลือกปฏิบัติจะดีขึ้นมาก หากเทียบกับศตวรรษที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์น่าเศร้าในสหรัฐอเมริกาสะท้อนให้เห็นว่าเรายังห่างไกลจากคำว่า “เท่าเทียม”

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวเหยียด น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> 6628a ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *